การท่องเที่ยวแบบประหยัดในกรุงเทพฯอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางกันบ้างแล้ว หลังจากที่โครงการรถเมล์ด่วนพิเศษ หรือ BRT เส้นทางช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ ระยะทาง 15.9 กิโลเมตร เปิดให้บริการพี่น้องชาวกรุงมานานกว่า 6 ปี ก็เป็นอันใกล้ต้องปิดตัวลงในเดือนเมษายน ปี 2560 แล้ว เนื่องด้วยสิ้นสุดสัญญา รวมถึงประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องกว่า 1,000 พันล้านบาท เมื่อจำนวนผู้โดยสารไม่เป็นไปตามเป้าที่กำหนดไว้คือ 30,000 คนต่อวัน ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีผู้โดยสารที่ใช้งานจริงเพียง 23,000 คนต่อวันเท่านั้น

6 ปีขาดทุนยับพันล้าน

30130472-01-8215431

หลังเปิดให้บริการมากว่า 6 ปี นับจากเดือน พ.ค. 2553 แต่ประสบปัญหาขาดทุนมาตลอด เมื่อจำนวนผู้โดยสารไม่เป็นไปตามเป้า 3 หมื่นคน/วัน แม้จะลดค่าโดยสารจาก 10 บาทเหลือ 5 บาทแล้วก็ตาม

จากข้อมูลของ กทม.ที่ปรากฏ นับจากเปิดบริการมาถึงปัจจุบัน มีผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 2.3 หมื่นเที่ยวคน/วัน ขาดทุนร่วม 1 พันล้านบาท จากการที่ “กทม.” ต้องควักเงินงบประมาณอุดหนุนโครงการปีละ 200 กว่าล้านบาท เพื่อจ่ายค่าจ้างให้ “บีทีเอสซี-บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ” ผู้ติดตั้งระบบ จัดหารถ 25 คัน พร้อมเดินรถให้เป็นระยะเวลา 7 ปี จะสิ้นสุด เม.ย. 2560

c75f45558cc040d9b3f1b2a746ce8d81-6835808

ย้อนเวลาสำหรับโครงการนี้ ริเริ่มเมื่อปี 2548 สมัย “ผู้ว่าฯ อภิรักษ์” มี “สามารถ ราชพลสิทธิ์” รองผู้ว่าฯ กทม.ช่วยผลักดัน หลัง “ครม.-คณะรัฐมนตรี” อนุมัติเริ่มสร้างปี 2550 กว่าจะเปิดบริการได้ในปี 2553 ในระหว่างทางก็ขลุกขลักพอสมควร ทั้งความไม่โปร่งใสในการซื้อรถราคาคันละ 7.5 ล้านบาท ที่ว่ากันว่าแพงหูฉี่ แต่ก็ทู่ซี้จนโครงการเปิดใช้ในที่สุด

แต่ถึงจะฝ่าด่าน “ดีเอสไอ-กรมสอบสวนคดีพิเศษ” ได้สำเร็จ ความชุลมุนยังไม่สิ้นสุด เมื่อเส้นทางที่ใช้คิกออฟโครงการ จาก “ช่องนนทรี-ราชพฤกษ์” ถึงจะกันเลนพิเศษไว้เฉพาะแล้ว แต่ยังมีรถอื่นวิ่งเข้าแทรกตลอดเวลา ที่สำคัญไม่สามารถหลุดพ้นวังวนรถติดบนถนนเส้นนี้ได้

จึงทำให้โครงการไม่เปรี้ยง ! ไม่สามารถตอบสนองความต้องการคนกรุงได้ตรงจุด

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ลงพื้นที่สำรวจเส้นทางและบรรยากาศการใช้รถบีอาร์ที โดยเริ่มต้นจาก “สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี” ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีถึงสถานีบีอาร์ที จากนั้นซื้อตั๋วโดยสาร ค่าบริการ 5 บาทตลอดสาย เสร็จเรียบร้อยนั่งรอรถประมาณ 10 นาที ได้นั่งรถจากสถานีต้นทาง เพื่อไปยังจุดหมายปลายทางที่สถานีราชพฤกษ์

12 สถานีใช้เวลา 30 นาที

เริ่มออกเดินทางจากสถานีสาทรไปตามถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ผ่านแยกถนนจันทน์ แยกนราราม 3 เลี้ยวขวาเข้าถนนพระราม 3 ลอดใต้สะพานพระราม 9 เข้าสู่ถนนรัชดาภิเษก ขึ้นสะพานพระราม 3 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ไปสิ้นสุดที่แยกถนนรัชดาภิเษก-ถนนราชพฤกษ์

จุดจอด 12 สถานีที่สาทร อาคารสงเคราะห์ เทคนิคกรุงเทพ ถนนจันทน์ นราราม 3 วัดด่าน วัดปริวาส วัดดอกไม้ สะพานพระราม 9 เจริญราษฎร์ สะพานพระราม 3 และสิ้นสุดที่สถานีราชพฤกษ์ โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 27 นาที ผู้โดยสารตลอดเส้นทางประมาณ 20-30 คน/เที่ยว

ทั้งนี้สถานีปลายทางจะสามารถเดินทางเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอสที่ “สถานีตลาดพลู” ได้ แต่การเดินทางอาจจะลำบากเล็กน้อย เพราะต้องเดินข้ามทางม้าลาย เนื่องจากยังไม่มีสกายวอล์กต่อเชื่อม หลังจากข้ามทางม้าลายเสร็จก็เดินขึ้นไปบนทางสกายวอล์กของสถานีตลาดพลู ใช้เวลาเดินประมาณ 5 นาที

ขณะที่ขากลับรถจะวิ่งกลับตามแนวเส้นทางเดิม ใช้เวลาประมาณ 34 นาที มีผู้โดยสารตลอดเส้นทางประมาณ 80-90 คน/เที่ยว ค่อนข้างหนาตากว่าตอนขามา อาจจะด้วยจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น การจอดรับ-ส่งจึงใช้เวลานานกว่า

p280610_18-22r-2345829

ด้านบรรยากาศการเดินทางตลอดเส้นทาง จะมีรถชนิดอื่นวิ่งเข้ามาใช้เลนเดียวกับรถบีอาร์ทีอยู่ตลอดเวลา ทั้งรถยนต์ทั่วไป แท็กซี่ และมอเตอร์ไซค์ ชวนให้ลุ้นระทึก

ดังนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงวางแนวทางในอนาคตให้เส้นทางดังกล่าวเป็นเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเทาเฟส 3 พระราม 3-ท่าพระ แต่ระหว่างนี้จะนำระบบอื่นมาวิ่งทดแทนไปก่อน อยู่ระหว่างศึกษา นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาระบบรถไฟฟ้ารางเบาขนาดเล็ก (Tram) ทดแทน เพื่อดึงให้คนมาใช้บริการ โดยคาดว่าจะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3,000-4,000 คนต่อชั่วโมง เพราะจุคนได้มากกว่าและไม่เสียเลนถนน อย่างไรก็ตามต้องรอผลการพิจารณาสรุปอีกครั้ง

CREDIT : ทีมข่าวประชาชาติ